โครงการส่งเสริมนวัตกรรมช่างชุมชน
ในฐานะส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นต่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ช. การช่าง ได้ดำเนินโครงการ “ส่งเสริมนวัตกรรมช่างชุมชน” ติดต่อกันเป็นปีที่สี่ โครงการนี้สอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืนของบริษัท โดยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างพนักงานและชุมชนท้องถิ่น ผ่านโครงการนี้ พนักงานได้ใช้ความเชี่ยวชาญทางเทคนิคเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน ช่วยให้ช่างฝีมือและช่างเทคนิคในพื้นที่สามารถพัฒนาวิธีแก้ไขปัญหาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชน โครงการนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทต่อความรับผิดชอบต่อสังคม การพัฒนาทักษะ และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีส่วนร่วมสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) และหลัก ESG
ในปี 2568 มีทีมช่างเทคนิคจำนวนรวม 141 ทีม จากทั่วประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันระดับชาติและผ่านกระบวนการคัดเลือกคุณสมบัติสำเร็จ โดยมี 10 ทีมที่ได้รับรางวัลพัฒนานวัตกรรมเบื้องต้น (Preliminary Invention Development Award) เพื่อเป็นการยกย่องความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของพวกเขา
ต่อมา มีจำนวน 3 ทีม ที่มีศักยภาพสูงสุดได้รับรางวัลช่างเทคนิคชุมชนสร้างสรรค์ ครั้งที่ 5 (5th Annual Community Technician Innovation Award) เพื่อเชิดชูความก้าวหน้าในด้านโซลูชันเทคโนโลยีสำหรับการพัฒนาชุมชน ตามความมุ่งมั่นของบริษัทในการประเมินอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส ผลการแข่งขันของ 3 ทีม ชนะเลิศจะประกาศอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2569 โดยบริษัทขอนำเสนอข้อมูลรายละเอียดของทีมผู้เข้ารอบ 10 ทีมสุดท้ายเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคัดเลือก
1. เครื่องคั่วกาแฟจากเศษเหล็กและวัสดุเหลือใช้จากจังหวัดเชียงราย

นวัตกรรมโดยเยาวชนดอยแม่มอนที่เกิดขึ้นจากความจำเป็นในการแก้ปัญหาราคาค่าอุปกรณ์สูง ซึ่งมักเป็นอุปสรรคสำหรับชุมชนบนพื้นที่สูงที่ต้องการเทคโนโลยีการคั่วกาแฟระดับมืออาชีพ
2. ระบบป้องกันไฟป่าอัตโนมัติพร้อมสปริงเกลอร์ตรวจจับควัน จากจังหวัดลำพูน


ดำเนินการโดยกลุ่มเยาวชนต้นกล้าดอยช้างป่าแป๋ ปกป้องป่าอุดมสมบูรณ์กว่า 20,000 ไร่จากไฟป่ารุนแรงและวิกฤติฝุ่น PM2.5 ระบบนี้ใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับควันเพื่อเปิดสปริงเกลอร์อัตโนมัติ ประหยัดน้ำและสามารถบำรุงรักษาและนำกลับมาใช้ซ้ำตามฤดูกาลได้
3. ตัดเล็บสร้างบ้าน (Tad Leb Sang Baan): นวัตกรรมการก่อสร้างไม้ไผ่อย่างยั่งยืนจากจังหวัดเพชรบูรณ์


โครงการนี้แก้ปัญหาการใช้ทรัพยากรไม้ไผ่ในท้องถิ่นที่ให้ผลตอบแทนต่ำ ด้วยการผสมผสานความชำนาญดั้งเดิมของชุมชนชาวม้งกับประสบการณ์ก่อสร้างสมัยใหม่กว่า 6 ปี โครงการผลิตสถาปัตยกรรมที่มีมูลค่าสูง ใช้ทรัพยากรท้องถิ่นได้อย่างเหมาะสม เพิ่มรายได้ชุมชน และส่งเสริมแนวทางการก่อสร้างอย่างยั่งยืน
4. เฟอร์นิเจอร์จากก้านและเปลือกต้นตาลโดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกันตาน วินเทจ จังหวัดเพชรบุรี


แก้ปัญหาขยะเกษตรจากต้นตาลกว่า 400,000 ต้นในพื้นที่ ชุมชนพัฒนากระบวนการอัพไซเคิลสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน เปลือกตาลใช้ถักเสื่อหรือไม้กวาดเพดาน และเศษไม้ถูกอัดเป็นกระถางย่อยสลายได้และเบาะเก้าอี้
5. การดัดแปลงเรือประมงเป็นเรือใบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากจังหวัดตราด


โครงการนี้ดำเนินการโดย Trat Sailing Club ใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการออกแบบและปรับอุปกรณ์เรือใบสำหรับเรือประมงดั้งเดิม นวัตกรรมนี้มาพร้อม ระบบขับเคลื่อนคู่ ทำให้เรือที่ติดเครื่องยนต์สามารถใช้พลังงานลมผ่านใบเรือขนาดพิเศษ การปรับปรุงมุ่งเน้นการออกแบบแบบโมดูลาร์และเรียบง่าย โดยปรับเพียง 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ตำแหน่งเสากระโดง (mast) กุ้งหัวเรือ (directional keel) และหางเสือแบบมือหมุน (manual rudder) โดยใช้วัสดุในท้องถิ่น ทำให้ต้นทุนใบเรืออยู่ต่ำกว่า 2,000 บาท ส่งผลให้เข้าถึงได้ทางเศรษฐกิจ
โครงการนี้ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของชาวประมงท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเป็นทางเลือกคาร์บอนต่ำที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในท้ายที่สุด โครงการนี้เป็นต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน สำหรับการรักษาอาชีพของชุมชนชาวประมงพื้นบ้านในจังหวัดตราด
6. หนังชีวภาพจากกากโกโก้: นวัตกรรมยั่งยืนจากจังหวัดสระแก้ว


โครงการนี้มุ่งแก้ไขปัญหาประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในอุตสาหกรรมโกโก้ โดยปกติแล้ว จากโกโก้สด 1,000 กิโลกรัม จะมีเพียงประมาณ 10% ที่ถูกแปรรูปเป็นเมล็ดโกโก้ ขณะที่มากกว่า 70% กลายเป็นเปลือกโกโก้ซึ่งมักถูกนำไปใช้ประโยชน์ในมูลค่าต่ำ เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบการจึงได้พัฒนานวัตกรรม “ไบโอเลเธอร์จากเปลือกโกโก้” เพื่อเพิ่มมูลค่าและประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
วัสดุนวัตกรรมดังกล่าวประกอบด้วยเส้นใยเปลือกโกโก้ 60% และเสริมคุณสมบัติด้วยสารสกัดจากเปลือกมังคุด ซึ่งมีคุณสมบัติต้านเชื้อราตามธรรมชาติ ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัยและปราศจากสารเคมีอันตราย ไบโอเลเธอร์สามารถนำไปผลิตสินค้าได้หลากหลาย เช่น กระเป๋าใส่กุญแจและเครื่องประดับ โดยมีการจำหน่ายในรูปแบบแผ่นขนาด 80 × 120 เซนติเมตร สำหรับคู่ค้าทางธุรกิจ วัสดุมีอายุการใช้งานประมาณ 3–5 ปี และสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ถือเป็นแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ช่วยลดของเสียและส่งเสริมการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน
7. ระบบเตือนช้างป่าเบื้องต้น จากจังหวัดนครราชสีมา


นวัตกรรมนี้มุ่งแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องระหว่างชุมชนท้องถิ่นและช้างป่าในพื้นที่ใกล้อุทยานแห่งชาติทับลาน โดยพื้นที่ดังกล่าวมีแนวเขตติดต่อกันยาวกว่า 20 กิโลเมตร ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงเหตุการณ์บาดเจ็บและการสูญเสียชีวิตของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง
เพื่อบรรเทาความเสี่ยงด้านสังคมและเศรษฐกิจ ระบบดังกล่าวได้รับการพัฒนาให้สามารถติดตามสถานการณ์และแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ชุดลาดตระเวนสามารถเข้าพื้นที่ได้อย่างทันท่วงทีและผลักดันช้างกลับเข้าสู่เขตป่าอนุรักษ์ เทคโนโลยีนี้จึงช่วยลดความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร พร้อมทั้งส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างชุมชนและระบบนิเวศ ลดความตึงเครียด และเสริมสร้างความปลอดภัยในระยะยาวอย่างยั่งยืน
8. Thrni Art จากจังหวัดนครราชสีมา


Thrni Art เป็นกิจการเพื่อสังคมที่ก่อตั้งขึ้นจากวิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์งานหัตถกรรมเชิงนวัตกรรม ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากของเสียในท้องถิ่น โครงการนี้นำวัสดุเหลือทิ้งจำนวนมากจากตำบลด่านเกวียน เช่น เศษคอนกรีต เศษอิฐ เศษเซรามิก และเครื่องปั้นดินเผาที่ชำรุด ซึ่งโดยทั่วไปมักถูกนำไปกำจัดในหลุมฝังกลบ กลับมาสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านกระบวนการอัปไซเคิลอย่างสร้างสรรค์
นวัตกรรมดังกล่าวถือเป็นแนวทางจัดการของเสียจากงานก่อสร้างและเครื่องปั้นดินเผาอย่างยั่งยืน โดยการแปรรูปวัสดุเหล่านี้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ ถ่ายทอดเรื่องราวและอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านโทนสีธรรมชาติของดิน โครงการนี้สะท้อนความมุ่งมั่นต่อหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน
9. เตาถ่านแก๊สจากเศษถ่านเหลือใช้ จังหวัดบุรีรัมย์


นวัตกรรมนี้มุ่งแก้ไขปัญหาการจัดการเศษถ่านในชุมชนชนบท โดยเฉพาะในครัวเรือนที่ยังคงใช้ถ่านไม้เป็นแหล่งพลังงานหลัก ซึ่งมักนิยมเลือกใช้ถ่านขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ส่งผลให้เกิดการสะสมของเศษถ่านขนาดเล็กเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในครัวเรือนที่มีเตาเผาถ่านเป็นของตนเอง
โครงการดังกล่าวไม่เพียงส่งเสริมการจัดการของเสียในระดับชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร โดยการแปรรูปวัสดุเหลือทิ้งให้กลายเป็นแหล่งพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ นวัตกรรมนี้จึงเป็นทางเลือกด้านพลังงานหมุนเวียนที่เข้าถึงได้ง่าย เสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่ครัวเรือนในชนบทอย่างเป็นรูปธรรม
10. ผ้าทอมือย้อมจากต้นไข่นุ่น: งานฝีมือยั่งยืนจากจังหวัดกาฬสินธุ์


ต้นไข่นุ่นเป็นพืชท้องถิ่นที่พบได้อย่างอุดมสมบูรณ์ในชุมชน และเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน เดิมทีต้นไข่นุ่นถูกใช้ประโยชน์เพื่อการป้องกันการพังทลายของดินและเป็นสมุนไพรพื้นบ้าน โดยยังไม่ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อยกระดับมูลค่าทางเศรษฐกิจของความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น ชุมชนได้ริเริ่มการสกัดสีธรรมชาติจากเปลือกต้นไข่นุ่น ซึ่งถือเป็นการพัฒนาครั้งแรกของพืชชนิดนี้ กระบวนการดังกล่าวให้เฉดสีโทนเอิร์ธโทนที่มีความลุ่มลึกและเป็นเอกลักษณ์ ก่อนนำไปต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม อาทิ ผ้าพันคอ กระเป๋าผ้า และผ้าห่ม พร้อมเพิ่มคุณค่าด้วยงานปักมือที่สะท้อนเรื่องราว ประสบการณ์ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน ถ่ายทอดลงบนผืนผ้าอย่างประณีต
ในการสนับสนุนโครงการเพื่อชุมชนและสังคม นอกจากจะเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน แล้ว การมีส่วนร่วมในชุมชนช่วยลดความขัดแย้งหรือข้อพิพาทระหว่างบริษัทและชุมชนพื้นที่ ส่งผลให้กระบวนการดำเนินงานโครงการของบริษัทมีความราบรื่น ลดต้นทุนการจัดการปัญหา
อีกทั้ง ความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนยังช่วยสร้าง "Social License to Operate" ลดความเสี่ยงที่โครงการอาจถูกต่อต้านจากชุมชน รวมถึงก่อให้เกิดประโยชน์เชิงปริมาณที่ ช.การช่าง ได้รับจากโครงการ CSR in process หลายด้าน ทั้งนี้ การเข้าร่วมโครงการ CSR ไม่เพียงสร้างประโยชน์ต่อชุมชน แต่ยังช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของบริษัทในเชิงเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ดังนี้
- ลดค่าใช้จ่ายด้านการอบรมและพัฒนาทักษะพนักงาน
การที่พนักงานมีส่วนร่วมในโครงการ เช่น การให้คำปรึกษา การถ่ายทอดความรู้ หรือการจัดกิจกรรมในชุมชน ช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสาร การพูดในที่สาธารณะ และการทำงานเป็นทีม โดยบริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านการส่งพนักงานเข้าอบรมในหัวข้อเหล่านี้ โดยประเมินมูลค่าลดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนที่ 5,000-10,000 บาท ต่อปี โดยประมาณ
- สร้างประสบการณ์และพัฒนาทักษะการจัดการโครงการ
การเข้าร่วมโครงการช่วยให้พนักงานได้ฝึกการจัดการงานโครงการ (Project Management) และการแก้ปัญหาในสถานการณ์จริง ลดความจำเป็นในการลงทุนจัดอบรมหรือจ้างที่ปรึกษาภายนอกในการพัฒนาทักษะเหล่านี้
- ส่งเสริมความผูกพันของพนักงาน (Employee Engagement) และประสิทธิภาพในการดำเนินงานขององค์กร
การมีส่วนร่วมในโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนช่วยเพิ่มแรงจูงใจและความภักดีของพนักงาน ลดต้นทุนการสรรหาพนักงานใหม่ (Recruitment Cost) และต้นทุนการฝึกอบรมพนักงานใหม่โดยเฉลี่ยสามารถลดค่าใช้จ่ายในการสรรหาและฝึกอบรมได้ประมาณ 50,000 บาทต่อพนักงานที่รักษาไว้ได้ 1 คน
- ลดค่าใช้จ่ายในการบริหารความขัดแย้งในชุมชน
การบูรณาการโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) เข้ากับกระบวนการปฏิบัติงานช่วยเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนและความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเข้มแข็ง แนวทางนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งกับชุมชนหรือความล่าช้าของโครงการส่งผลให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการจัดการความขัดแย้งได้สูงสุดถึง 500,000 บาทต่อโครงการ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานโดยรวมและขยายผลกระทบเชิงสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
- ส่งเสริมการคิดค้นหรือพัฒนานวัตกรรมทางธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
ช.การช่าง ส่งตัวแทนพนักงานเข้าร่วมโครงการช่างชุมชนเพื่อฝึกอบรมทักษะการช่าง รวมทั้งแลกเปลี่ยนแนวคิดกับช่างชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางของบริษัทที่จะผลักดันความคิดสร้างสรรค์ เพื่อก่อให้เกิดนวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งบริษัท ช.การช่าง
Performance Summary 2025-2026
