การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม
ความมุ่งมั่น ความท้าทาย และโอกาส
กิจกรรมหลักของ ช.การช่าง ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมคือการดำเนินโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ การก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและน้ำ รวมถึงการจัดการของเสียจากกิจกรรมก่อสร้าง
ขณะที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย อาทิ ชุมชนในพื้นที่โครงการ คู่ค้าและผู้รับเหมา ลูกค้า และผู้ถือหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและสังคมของบริษัท ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงในการดำเนินงาน เช่น การได้รับโทษจากหน่วยงานรัฐ การสูญเสียความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นต้น
เพื่อรับมือกับความท้าทาย ช.การช่าง ได้กำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่มุ่งเน้นการลดผลกระทบจากโครงการก่อสร้าง เช่น การจัดทำแผนการดำเนินงานเพื่อดูแลและลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งให้หน่วยงานภายนอกทำการตรวจสอบและประเมินผลกระทบอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการควบคุมการปล่อยมลพิษ การใช้น้ำอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ รวมถึงส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและการจัดการของเสียอย่างถูกต้อง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจโดยการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่มองหาผู้ประกอบการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้การมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนยังช่วยเสริมสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจในระยะยาว และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน
การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
เป้าหมายที่ 8:
เป้าหมายที่ 12:

ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง
เป้าหมายและผลการดำเนินงาน
-
ปริมาณการนำขยะกลับมาใช้ใหม่ (Recycle waste)295 ตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่า
จากปีฐาน 2566
-
การลดปริมาณขยะ และเศษวัสดุฝังกลบ
ปี 2566 (ปีฐาน), ปีเป้าหมาย 2567

- เพิ่มขึ้นร้อย 311 ตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่าจากปีที่แล้วร้อยละ 21.65 จากปีฐาน
- เพิ่มขึ้นร้อย 66 ตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่าจากปีที่แล้วร้อยละ 22.37 จากปีฐาน
แนวทางการจัดการและแนวปฏิบัติ
การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

นโยบายของ ช.การช่าง ครอบคลุมการจัดการสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ การก่อสร้างสีเขียว การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ และการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการจัดการผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินธุรกิจและตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านการลด หลีกเลี่ยง หรือเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ทั้งนี้ สะท้อนให้เห็นจากการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการกำหนดกลยุทธ์การบริหารจัดการในประเด็นเฉพาะอย่างเหมาะสม
หลักการดังกล่าวได้รับการบูรณาการในทุกขั้นตอนของกระบวนการก่อสร้าง ตั้งแต่การวางแผน การดำเนินโครงการ การจัดการของเสีย ไปจนถึงการดูแลความยั่งยืนภายหลังการก่อสร้าง บริษัทดำเนินงานภายใต้มาตรฐาน ISO 9001:2015 โดยกำหนดให้ทีมบริหารโครงการจัดทำแผนปฏิบัติการและมาตรการลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โครงการ พร้อมดำเนินการติดตามและควบคุมคุณภาพอย่างต่อเนื่อง โดยมีหน่วยงานภายนอกทำหน้าที่ประเมินและรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามข้อกำหนดของเจ้าของโครงการตลอดระยะเวลาก่อสร้าง เพื่อสร้างความโปร่งใสและความถูกต้องแม่นยำแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน
การปฏิบัติตามมาตรฐาน
| ประเด็นการจัดการ | มาตรฐานอ้างอิง |
|---|---|
| แผนบริหารจัดการวัสดุอันตราย |
|
| แผนบริหารจัดการน้ำเสียและน้ำท่า (Runoff) |
|
| แผนบริหารจัดการของเสียมูลฝอย |
|
| แผนบริหารจัดการน้ำดื่มและระบบน้ำประปา |
|
| แผนบริหารจัดการดินและวัสดุส่วนเกิน (Spoil Disposal) |
|
| แผนควบคุมมลพิษทางอากาศ ฝุ่น เสียง และแรงสั่นสะเทือน |
|
| แผนบริหารจัดการโรงงานแปรรูป เหมืองหิน และบ่อดิน (Borrow Pit) |
|
| แผนบริหารจัดการมรดกทางวัฒนธรรม โบราณคดี และประวัติศาสตร์ |
|
บริษัทติดตามและรายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมของแต่ละโครงการอย่างเคร่งครัด โดยครอบคลุมการตรวจสอบคุณภาพอากาศผ่านมาตรการฉีดพรมน้ำเพื่อลดฝุ่นจากกิจกรรมก่อสร้าง การตรวจวัดระดับเสียงและแรงสั่นสะเทือน การติดตามคุณภาพน้ำผิวดินและระบบนิเวศทางน้ำ ตลอดจนการบริหารจัดการขยะและของเสียอันตรายอย่างเป็นระบบ บริษัทมีการวางแผนการจัดเก็บและกำจัดขยะ รวมถึงเศษวัสดุก่อสร้างอย่างรัดกุม ควบคู่กับการติดตามผลกระทบด้านการคมนาคมและสภาพการจราจรในพื้นที่โครงการ พร้อมเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถแจ้งข้อห่วงกังวลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียงได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและความโปร่งใส
นอกจากนี้ บริษัทมุ่งเสริมสร้างความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกด้านการจัดการทรัพยากรและของเสีย รวมถึงแนวปฏิบัติและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แก่พนักงาน ผู้รับเหมา ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
บริษัทได้จัดตั้งคณะกรรมการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม เพื่อทบทวนและปรับปรุงฐานข้อมูลกฎหมายสิ่งแวดล้อมให้ทันสมัยและสอดคล้องกับลักษณะการดำเนินธุรกิจ พร้อมดำเนินการตรวจสอบภายใน (Internal Audit) ตามรอบระยะเวลาที่กำหนด เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานเป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมายอย่างครบถ้วน ทั้งนี้ มีการจัดประชุมประจำปีเพื่อนำเสนอผลการดำเนินงาน การแก้ไขประเด็นปัญหา และข้อเสนอแนะในการพัฒนาการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ เพื่อขับเคลื่อนการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
กระบวนการทวนสอบโดยหน่วยงานภายนอก
ในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม บริษัทมีการตรวจสอบการดำเนินงานและข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การบริหารจัดการน้ำ การจัดการของเสีย การควบคุมมลพิษ และการใช้ทรัพยากรในทุกพื้นที่ปฏิบัติงาน โดยการตรวจสอบดังกล่าวดำเนินการโดยผู้ตรวจสอบภายนอกที่บริษัทว่าจ้าง เพื่อให้มั่นใจถึงความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูล ก่อนนำส่งรายงานสิ่งแวดล้อมประจำปีต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)
สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง มีการตรวจติดตามด้านสิ่งแวดล้อมเป็นระยะโดยเจ้าหน้าที่จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (MONRE) รวมถึงที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของผู้ให้กู้ (Lender Environmental and Social Advisor: LESA) ซึ่งเป็นผู้แทนของสถาบันการเงินผู้สนับสนุนโครงการ โดยการตรวจติดตามดังกล่าวมุ่งเน้นการประเมินความสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม
นอกจากนี้ โครงการได้ส่งตัวอย่างบางประเภทไปยังห้องปฏิบัติการภายนอกที่ได้รับการรับรองในประเทศไทยเพื่อทำการทดสอบอย่างอิสระ ได้แก่
- ตัวอย่างดิน จากพื้นที่ฝังกลบของเสียอันตราย เพื่อตรวจสอบการปนเปื้อนทางเคมี โดยบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด หน่วยงานภายใต้กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
- ตัวอย่างน้ำ ได้แก่ น้ำดื่ม น้ำประปา น้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัด น้ำใต้ดินบริเวณพื้นที่ฝังกลบของเสียอันตราย น้ำในอ่างเก็บน้ำภายในโครงการ และน้ำจากแม่น้ำโขง เพื่อตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ โดยบริษัท ยูไนเต็ด แอนะลิสต์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ จำกัด
- ตัวอย่างก๊าซจากปล่องเตาเผาของเสีย เพื่อตรวจวัดมลพิษทางอากาศ (Stack Emission Test) โดยบริษัท เอ็มอีที จำกัด
การตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการยืนยันผลอย่างอิสระในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ สนับสนุนกระบวนการติดตามตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง และเสริมสร้างความมั่นใจว่าการดำเนินงานของโครงการเป็นไปตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน
คณะกรรมการกิจการสังคมและความยั่งยืน
คณะกรรมการกิจการสังคมและความยั่งยืน บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการกิจการสังคมและความยั่งยืน จำนวน 3 ท่าน เพื่อกำกับดูแลการบริหารจัดการความยั่งยืนขององค์ โดยมีหน้าที่ความรับผิดชอบดังต่อไปนี้
- พิจารณากำหนดแนวทางและนโยบายเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของบริษัทเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัท
- พิจารณาและให้ความเห็นชอบกลยุทธ์ของบริษัท เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและนโยบายด้าน CSR พิจารณาแผนงานและงบประมาณประจำปีสำหรับการดำเนินงานด้าน CSR เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารและคณะกรรมการบริษัท
- พิจารณาและติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานด้าน CSR และประเมินผลสำเร็จ รวมทั้งคุณภาพของโครงการ CSR
- ภารกิจอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการบริษัทมอบหมาย
- ส่งเสริมการพัฒนาและกำหนดนโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างมั่นคงยั่งยืน และสามารถสร้าง ผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุดต่อผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคส่วน ภายใต้การคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล (ESG) และการมุ่งสู่ความยั่งยืนที่เป็นรูปธรรม
คณะกรรมการกิจการสังคมและความยั่งยืน
คณะกรรมการกิจการสังคมและความยั่งยืน บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการกิจการสังคมและความยั่งยืน จำนวน 3 ท่าน เพื่อกำกับดูแลการบริหารจัดการความยั่งยืนขององค์ โดยมีหน้าที่ความรับผิดชอบดังต่อไปนี้
- พิจารณากำหนดแนวทางและนโยบายเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของบริษัทเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัท
- พิจารณาและให้ความเห็นชอบกลยุทธ์ของบริษัท เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและนโยบายด้าน CSR พิจารณาแผนงานและงบประมาณประจำปีสำหรับการดำเนินงานด้าน CSR เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารและคณะกรรมการบริษัท
- พิจารณาและติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานด้าน CSR และประเมินผลสำเร็จ รวมทั้งคุณภาพของโครงการ CSR
- ภารกิจอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการบริษัทมอบหมาย
- ส่งเสริมการพัฒนาและกำหนดนโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างมั่นคงยั่งยืน และสามารถสร้าง ผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุดต่อผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคส่วน ภายใต้การคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล (ESG) และการมุ่งสู่ความยั่งยืนที่เป็นรูปธรรม
การบริหารจัดการน้ำ

การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ก่อสร้างทุกแห่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องอาศัยการวางแผนอย่างรอบคอบและเป็นระบบเนื่องจากน้ำเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ การบริหารจัดการที่เหมาะสมไม่เพียงช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำเท่านั้น
แต่ยังสนับสนุนความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว สำหรับการใช้น้ำในกิจกรรมก่อสร้าง บริษัทดำเนินการวางแผนอย่างเป็นระบบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโครงการ โดยประเมินความต้องการใช้น้ำในแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่งานฐานราก การผสมคอนกรีต การบ่มคอนกรีต ไปจนถึงการทำความสะอาดพื้นที่ก่อสร้าง รวมถึงการพิจารณาแหล่งน้ำที่ใช้ ซึ่งอาจมาจากระบบประปาสาธารณะ น้ำใต้ดิน หรือแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ ทั้งนี้ โดยทั่วไปบริษัทใช้น้ำจากการประปานครหลวงและการประปาส่วนภูมิภาคเป็นหลัก
นอกจากนี้ บริษัทยังดำเนินมาตรการลดการใช้น้ำในกิจกรรมอื่น ๆ นอกเหนือจากพื้นที่ก่อสร้าง อาทิ การติดตั้งก๊อกน้ำแบบเซ็นเซอร์ในสำนักงานและสถานที่ปฏิบัติงาน รวมถึงสำนักงานใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบทั่วทั้งองค์กร
ในด้านการบำบัดน้ำเสีย บริษัทกำหนดให้มีระบบบำบัดที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการดำเนินงาน โดยการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ (Water Recycling) ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งบริษัทส่งเสริมให้มีการประยุกต์ใช้ในโครงการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง น้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วสามารถนำกลับมาใช้ในกิจกรรมที่ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำที่มีคุณภาพสูง เช่น การรดน้ำต้นไม้ การล้างทำความสะอาดพื้นผิว และการควบคุมฝุ่น เพื่อลดความต้องการใช้น้ำสะอาด กิจกรรมก่อสร้างอาจก่อให้เกิดน้ำปนเปื้อน เช่น น้ำเสียจากการล้างเครื่องผสมคอนกรีตและการทำความสะอาดพื้นที่ บริษัทจึงได้จัดให้มีระบบแยกท่อระบายน้ำฝนออกจากระบบน้ำเสีย พร้อมติดตั้งบ่อดักตะกอนและถังบำบัดน้ำเสีย เพื่อกรองสิ่งปนเปื้อนก่อนปล่อยน้ำลงสู่ระบบระบายน้ำสาธารณะ นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำเสียทั้งจากกระบวนการก่อสร้างและจากสุขาภิบาลชั่วคราวภายในพื้นที่โครงการ
ท้ายที่สุด บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่แรงงานก่อสร้างเกี่ยวกับการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและการอนุรักษ์น้ำ ผ่านการจัดอบรม การกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจน และการติดตามตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารจัดการน้ำในโครงการก่อสร้างมีประสิทธิผลและยั่งยืนในระยะยาว
การประเมินความเสี่ยงด้านน้ำ (Water Risk Assessment)
ช.การช่าง ได้จัดทำแนวปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำ (Water Management Guidelines) และกระบวนการประเมินและบริหารความเสี่ยงด้านน้ำ (Water Risk Assessment and Management Flow) เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้น้ำในโครงการก่อสร้างเป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบ กรอบการดำเนินงานดังกล่าวสนับสนุนการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การระบุพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านการขาดแคลนน้ำล่วงหน้า และการลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชุมชนโดยรอบ พร้อมทั้งส่งเสริมการปรับปรุงผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตลอดวงจรชีวิตของโครงการ
การประเมินพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านน้ำ (Stress Area Assessment)
จากข้อมูลพื้นที่โครงการในปี 2568 พบว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ที่มีความตึงเครียดด้านทรัพยากรน้ำในระดับสูงถึงสูงมาก โดยเฉพาะในภาคกลางและภาคเหนือของประเทศไทย อาทิ กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา และเชียงราย ซึ่งสะท้อนถึงการแข่งขันในการใช้น้ำระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ และความอ่อนไหวต่อภาวะภัยแล้งหรือการขาดแคลนน้ำตามฤดูกาล
ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านน้ำสูง โครงการก่อสร้างจำเป็นต้องใช้แนวทางการบริหารจัดการน้ำที่เข้มงวดและเชิงรุกมากกว่าพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ การกำกับดูแลทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่ดังกล่าวไม่เพียงเป็นความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญต่อความต่อเนื่องของโครงการ การได้รับอนุญาตตามกฎหมาย และการสร้างความเชื่อมั่นจากชุมชน โครงการที่ดำเนินงานในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านน้ำจึงต้องให้การบริหารจัดการน้ำเป็นองค์ประกอบหลักของการวางแผนก่อสร้างและกลยุทธ์การลดความเสี่ยง
ช.การช่างใช้เครื่องมือ Aqueduct Water Risk Atlas สำหรับการวิเคราะห์
| สถานที่ตั้งโครงการ | สถานะความตึงเครียดด้านน้ำ |
|---|---|
| โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงใต้ สัญญาที่ 1 (เตาปูน - หอสมุดแห่งชาติ) |
สูง(40-80%)
|
| โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงใต้ สัญญาที่ 2 (หอสมุดแห่งชาติ - ผ่านฟ้า) |
สูง(40-80%)
|
| อาคารวิจัยและการเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ |
สูง(40-80%)
|
| โครงการอุโมงค์ส่งน้ำตามแนวถนนกาญจนาภิเษกและถนนรถไฟสายเก่า (สถานีสูบน้ำบางมด - สถานีสูบน้ำสำโรง) |
สูงมาก(80%)
|
| โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล - บางไทร สัญญาที่ 4 |
สูง(40-80%)
|
| โครงการระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียธนบุรี สัญญาที่ 1 |
สูง(40-80%)
|
| สำนักงานใหญ่ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) |
สูง(40-80%)
|
| โครงการรถไฟทางคู่ (เด่นชัย - เชียงราย - เชียงของ) สัญญาที่ 2 (งาว - เชียงราย) |
ต่ำถึงสูง
|
| โครงการรถไฟทางคู่ (เด่นชัย - เชียงราย - เชียงของ) สัญญาที่ 3 (งาว - เชียงราย) |
สูงมาก(80%)
|
| บริษัท ช.การช่าง (ลาว) จำกัด - โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง |
ต่ำ
|
แนวปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำของบริษัท
ช.การช่าง กำหนดแนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบสำหรับโครงการก่อสร้าง โดยมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้ การใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การระบุและประเมินความเสี่ยงด้านน้ำ และการปรับปรุงผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
- สื่อสารถึงความสำคัญของการอนุรักษ์น้ำ
- จัดทำแนวปฏิบัติการใช้น้ำสำหรับโครงการ
- ใช้เครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพและลดการสร้างค่าความสะอาดที่ไม่จำเป็น
- ใช้น้ำเก่ามาใช้ในพื้นที่โครงการ
- ตรวจสอบที่ตั้งโครงการโดยใช้เครื่องมือประเมินความเสี่ยง (เช่น WRI Atlas เป็นต้น)
- ระบุปัจจัยความเสี่ยงด้านน้ำในพื้นที่
- ติดตามการใช้น้ำ
- ทบทวนและปรับปรุงมาตรการบริหารจัดการน้ำ
- รายงานผลต่อผู้มีส่วนได้เสีย (ชุมชน หน่วยงานภาครัฐ)
มาตรการเชิงปฏิบัติ (Practical Measures)
- ใช้รถผสมคอนกรีตที่มีระบบล้างทำความสะอาดในตัว เพื่อลดความจำเป็นในการใช้น้ำล้างจากที่ลูกค้า
- นำน้ำโคลนที่เหลือจากงานเจาะกลับมาใช้ใหม่โดยผู้จัดหา
- ติดตั้งระบบกักเก็บน้ำฝนช่วงระหว่างการก่อสร้าง
- หมุนเวียนน้ำนำกลับมาใช้ในกระบวนการ อาทิ การหล่อเย็นคอนกรีต การผสมเกร้าท์ (Grout Mixing) หรือการรื้อถอนด้วยแรงดันน้ำ
- เปิดเผยข้อมูลแนวโน้มการใช้น้ำและผลการประหยัดน้ำต่อผู้บริหารภายในและผู้มีส่วนได้เสียภายนอก
กระบวนการประเมินและบริหารความเสี่ยงด้านน้ำ (โครงการก่อสร้าง)
ช.การช่าง ได้นำแนวปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำมาประยุกต์ใช้ โดยบูรณาการมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ การพิจารณาความเสี่ยงด้านน้ำในระดับพื้นที่โครงการ และการติดตามผลอย่างต่อเนื่องตลอดวงจรชีวิตของโครงการ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน
ดูภาพใหญ่ กระบวนการติดตามสถานการณ์น้ำ
เนื่องจากการสะสมของน้ำในพื้นที่เขตการก่อสร้างหรือโครงการต่าง ๆ สามารถนำไปสู่ปัญหาด้านโครงสร้าง ก่อให้เกิดความล่าช้าในการทำงาน และอาจเพิ่มค่าใช้จ่ายในการทำงานให้แก่บริษัท การวางแผนบริหารจัดการน้ำและการระบายน้ำที่เหมาะสม และเพื่อเป็นการเฝ้าระวังที่ต้นเหตุทางบริษัท ได้มีแนวทางในการติดตามและตรวจวัดระดับน้ำ ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมหากเกิดเหตุปริมาณน้ำสูงเกินกำหนด ทั้งนี้ ก็เพื่อการป้องกันความเสี่ยง ตอบสนองความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย และความคืบหน้าของโครงการโดยมีหลักการ ดังนี้
ในพื้นที่โครงการที่มีความตึงเครียดด้านทรัพยากรน้ำ บริษัทให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างรับผิดชอบ โดยบริษัทดำเนิน ความร่วมมือกับผู้รับเหมาในโครงการ
เป้าหมาย
เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในโครงการก่อสร้างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทได้กำหนดเป้าหมายระยะยาวในการลดการใช้น้ำสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง ปัจจุบันโครงการมีความก้าวหน้าแล้วประมาณร้อยละ 65 ในช่วงปี 2566–2568 สำหรับความคืบหน้าที่เหลืออีกร้อยละ 35 ซึ่งจะดำเนินการระหว่างปี 2569–2572 บริษัทคาดว่าจะมีการใช้น้ำรวมประมาณ 1,451 ล้านลิตร ตลอดช่วงระยะเวลาดำเนินงานที่เหลือของโครงการ
ดังนั้น เป้าหมายการลดการใช้น้ำของบริษัทจึงมุ่งเน้นการลดการใช้น้ำลงร้อยละ 4 ภายในระยะเวลา 4 ปี (ปี 2569 จนถึงปีที่โครงการแล้วเสร็จในปี 2572) เมื่อเทียบกับปริมาณการใช้น้ำที่คาดการณ์ไว้สำหรับช่วงเวลาดังกล่าวของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง
การใช้น้ำในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง (ช่วงปี 2569 - ปีที่โครงการแล้วเสร็จในปี 2572)
การใช้น้ำประปาที่สำนักงานใหญ่ของบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)
ผลการดำเนินงาน
บริษัทติดตามและรายงานข้อมูลการใช้น้ำ การระบายน้ำทิ้ง และการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ในทุกพื้นที่ปฏิบัติงาน โดยตารางต่อไปนี้แสดงข้อมูลผลการดำเนินงานด้านน้ำสำหรับการดำเนินงานในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและประเทศไทย ประจำปีรายงาน 2568
การใช้น้ำถูกจัดหมวดหมู่ตามกิจกรรมการดำเนินงานหลัก ได้แก่ การจัดหาน้ำอุปโภคบริโภคสำหรับแคมป์คนงานและสำนักงานสนาม การผลิตคอนกรีต และกิจกรรมก่อสร้างภายในพื้นที่โครงการ นอกจากนี้ บริษัทยังเปิดเผยข้อมูลการระบายน้ำทิ้งและการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อสะท้อนภาพรวมของการบริหารจัดการน้ำตลอดวงจรชีวิตของโครงการก่อสร้าง
สำหรับการดำเนินงานในต่างประเทศ ณ สปป.ลาว บริษัทเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้น้ำ การระบายน้ำ และการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ในระดับพื้นที่โครงการ เพื่อสะท้อนแนวปฏิบัติด้านการบริหารจัดการน้ำในแต่ละพื้นที่ ขณะที่การดำเนินงานในประเทศไทย บริษัทรายงานข้อมูลการใช้น้ำแยกตามโครงการก่อสร้างหลักและสำนักงานใหญ่ การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นถึงแนวทางการใช้น้ำอย่างรับผิดชอบของบริษัท สนับสนุนการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความตึงเครียดด้านทรัพยากรน้ำ และเป็นพื้นฐานสำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพและแนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง
การดำเนินงานในประเทศไทย
| ปริมาณการใช้น้ำในโครงการภายในประเทศ ปี 2568 | หน่วย | ปี 2568 |
|---|---|---|
| โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (สัญญาที่ 1) | ลบ.ม. | 308,611 |
| โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (สัญญาที่ 2) | ลบ.ม. | 290,445 |
| โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ สัญญาที่ 2 | ลบ.ม. | 36,710 |
| โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ สัญญาที่ 3 | ลบ.ม. | 90,379 |
| โครงการศูนย์การเรียนรู้และวิจัย โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ | ลบ.ม. | 152 |
| โครงการอุโมงค์ส่งน้ำ สถานีสูบน้ำบางมด–สำโรง | ลบ.ม. | 15,322 |
| โครงการขุดคลองระบายน้ำหลาก บางบาล–บางไทร | ลบ.ม. | 33,792 |
| โครงการระบบบำบัดน้ำเสียธนบุรี สัญญาที่ 1 | ลบ.ม. | 49,936 |
| สำนักงานใหญ่ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) | ลบ.ม. | 25,521 |
การดำเนินงานใน สปป.ลาว
ปริมาณการใช้น้ำของพื้นที่ปฏิบัติงานใน สปป.ลาว (ปี 2568)
| การใช้น้ำตามกิจกรรม | หน่วย | ปี 2568 | สัดส่วนการใช้น้ำ |
|---|---|---|---|
| ใช้เพื่อผลิตน้ำประปาและน้ำดื่มสำหรับแคมป์คนงานและสำนักงานสนาม | ลบ.ม. | 1,309,907.63 | 71.49% |
| ใช้สำหรับการผลิตคอนกรีต | ลบ.ม. | 388,131.90 | 21.18% |
| ใช้สำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ภายในพื้นที่โครงการ | ลบ.ม. | 134,306.00 | 7.33% |
| รวม | 1,832,345.53 | 100% | |
ปริมาณการระบายน้ำทิ้งจากพื้นที่ปฏิบัติงานใน สปป.ลาว (ปี 2568)
| การระบายน้ำตามกิจกรรม | หน่วย | ปี 2568 | สัดส่วนการใช้น้ำ |
|---|---|---|---|
| ใช้เพื่อผลิตน้ำประปาและน้ำดื่มสำหรับแคมป์คนงานและสำนักงานสนาม | ลบ.ม. | 1,047,926.102 | 80% |
| ใช้สำหรับการผลิตคอนกรีต | ลบ.ม. | 77,626.38 | 20% |
| ใช้สำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ภายในพื้นที่โครงการ | ลบ.ม. | 107,444.8 | 80% |
| รวม | 1,232,997.282 | 100% | |
ปริมาณการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ในพื้นที่ปฏิบัติงาน สปป.ลาว (ปี 2568)
| กิจกรรมการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ | หน่วย | ปี 2568 |
|---|---|---|
| นำน้ำส่วนเกินจากกระบวนการ RO กลับมาใช้ใหม่ | ลบ.ม. | 20,129.558 |
| นำน้ำไปใช้สำหรับฉีดพรมถนน | ลบ.ม. | 41,277 |
| รวม | ลบ.ม. | 61,406.558 |
การบริหารจัดการขยะและของเสีย

โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพในการดำเนินงาน รวมถึงวัสดุเหลือใช้จากกิจกรรมก่อสร้าง การปรับปรุง และการรื้อถอน ทั้งนี้ เมื่อจำนวนพนักงานที่ย้ายเข้ามาปฏิบัติงานในพื้นที่โครงการ รวมถึงพนักงานท้องถิ่นเพิ่มขึ้น ปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หากไม่มีการบริหารจัดการที่เหมาะสมและเป็นไปตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม ของเสียดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบอย่างมีนัยสำคัญ
การจัดการของเสียที่ไม่มีประสิทธิภาพไม่เพียงส่งผลกระทบต่อทัศนียภาพของพื้นที่เท่านั้น แต่ยังอาจนำไปสู่การปนเปื้อนของดินและแหล่งน้ำ รวมถึงก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยแก่ประชาชนในบริเวณใกล้เคียง เพื่อป้องกันและลดผลกระทบดังกล่าว บริษัทจึงให้ความสำคัญกับกระบวนการบริหารจัดการของเสียอย่างครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนไปจนถึงการดำเนินโครงการแล้วเสร็จ
ประเภทของขยะเพื่อจัดการขยะตามวิธี
ในขั้นตอนการจัดการ ของเสียจะถูกคัดแยกออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ ของเสียจากกิจกรรมก่อสร้าง และของเสียจากชุมชนภายในโครงการ จากนั้นมีการจำแนกประเภทย่อยเพิ่มเติมเพื่อให้มั่นใจว่าการกำจัดเป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม ดังต่อไปนี้
- ขยะไม่มีพิษ ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือใช่ให้เกิดประโยชน์ได้ ประเภทไม่สามารถเผาไหม้ได้
- ขยะไม่มีพิษ ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ประเภทเผาไม้ได้
- ขยะไม่มีพิษ ประเภทขยะสด เช่น เศษอาหาร เศษผัก
- ขยะไม่มีพิษ สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือใช้ให้เกิดประโยชน์ได้
- ขยะมีพิษ เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันหล่อลื่น จาระบี สารละลายต่าง ๆ แบตเตอรี่
- ขยะมีพิษ ประเภทขยะติดเชื้อ
นอกจากนี้ บริษัทได้คัดแยกวัสดุที่สามารถรีไซเคิลและนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดปริมาณของเสียที่ต้องนำไปกำจัด โดยของเสียที่เหลือจะถูกส่งต่อให้หน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องดำเนินการกำจัดอย่างถูกต้องตามกระบวนการ
บริษัทได้กำหนดนโยบายการบริหารจัดการของเสียในทุกโครงการ เพื่อให้มั่นใจว่าการจัดการของเสียจากกิจกรรมก่อสร้างเป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมายและแนวปฏิบัติที่ดี โดยมีการติดตามข้อมูลประเภท ปริมาณ และน้ำหนักของของเสียที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมก่อสร้าง เช่น ดิน ทราย และวัสดุจากงานก่อสร้างหรือรื้อถอน เป็นต้น ของเสียจะถูกคัดแยกตามประเภทและบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ได้แก่ วัสดุรีไซเคิล ขยะอินทรีย์สำหรับการทำปุ๋ยหมัก ขยะทั่วไปและขยะที่สามารถเผาทำลายได้สำหรับการฝังกลบหรือเผากำจัด และของเสียอันตรายที่ต้องนำไปกำจัดนอกพื้นที่โครงการ ทั้งนี้ ข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวบรวมและสรุปรายงานเป็นรายเดือน
บริษัทยังประเมินประสิทธิภาพและแก้ไขประเด็นที่เกี่ยวข้องผ่านการตรวจสอบพื้นที่ก่อสร้างอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจติดตามของเสียและเศษวัสดุที่ตกค้าง โดยมีการตรวจความก้าวหน้าเป็นรายสัปดาห์ตลอดช่วงการก่อสร้าง นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้พนักงานตระหนักถึงความสำคัญของการคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการของเสียอย่างยั่งยืนในระยะยาว
การลดการใช้ทรัพยากรตั้งแต่กระบวนการออกแบบวิธีการก่อสร้าง
การออกแบบเพื่อลดการใช้ทรัพยากรในงานก่อสร้างเป็นแนวคิดที่สำคัญในการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยต้องคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี อาทิ
- การออกแบบโครงสร้างที่มีประสิทธิภาพ เริ่มจากการเลือกระบบโครงสร้างที่เหมาะสม เช่น การใช้ระบบโครงสร้างแบบ Post-tensioned ที่ช่วยลดความหนาของพื้น ทำให้ประหยัดคอนกรีตและเหล็กเสริม หรือการออกแบบช่วงเสาให้เหมาะสมเพื่อลดจำนวนฐานรากและเสา
- การเลือกใช้วัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้เถ้าลอย (Fly Ash) เพื่อทดแทนปูนซีเมนต์บางส่วน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการใช้ปูนซีเมนต์แล้ว ยังช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของคอนกรีตให้ดีขึ้น
- การใช้เทคโนโลยีในการออกแบบและวิเคราะห์โครงสร้าง ช่วยให้สามารถจำลองและวิเคราะห์การใช้วัสดุได้อย่างแม่นยำ ลดความผิดพลาดและการสูญเสียวัสดุในระหว่างการก่อสร้าง รวมถึงการใช้โปรแกรมวิเคราะห์โครงสร้างที่ทันสมัยช่วยในการออกแบบให้ใช้วัสดุอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
การออกแบบวิธีการก่อสร้างที่คำนึงถึงการก่อสร้างและการรื้อถอน โดยเลือกใช้ระบบการก่อสร้างแบบสำเร็จรูป (Precast) ที่ช่วยลดการสูญเสียวัสดุในหน้างาน และยังสามารถนำชิ้นส่วนกลับมาใช้ใหม่ได้เมื่อต้องการรื้อถอนอาคาร หรือการออกแบบโดยคำนึงถึงการถอดประกอบ (Design for Deconstruction) ที่ช่วยให้สามารถนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ได้ในอนาคต การพิจารณาขนาดและมิติของวัสดุที่มีในท้องตลาด เพื่อออกแบบให้สอดคล้องกับขนาดวัสดุมาตรฐาน ลดการตัดและเศษวัสดุที่เหลือทิ้ง เช่น การออกแบบความยาวช่วงเสาให้สอดคล้องกับความยาวมาตรฐานของเหล็กรูปพรรณ หรือการออกแบบความสูงผนังให้สอดคล้องกับขนาดแผ่นวัสดุที่มีจำหน่าย
การออกแบบการใช้วัสดุก่อสร้างโดยคำนึงถึงอายุการใช้งานและการบำรุงรักษา เลือกใช้วัสดุที่มีความทนทาน อายุการใช้งานยาวนาน และต้องการการบำรุงรักษาน้อย ช่วยลดการเปลี่ยนวัสดุในระยะยาว เช่น การเลือกใช้วัสดุกันสนิมสำหรับโครงสร้างเหล็กในบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการกัดกร่อนในกระบวนการเทคอนกรีต เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานทั้งหมดนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยและมาตรฐานการออกแบบที่เกี่ยวข้อง โดยต้องมีการประเมินและทดสอบอย่างเหมาะสมเพื่อให้มั่นใจว่าการลดการใช้วัสดุไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้าง
เป้าหมาย
เพื่อยกระดับการบริหารจัดการของเสียให้สูงกว่าข้อกำหนดตามกฎหมาย บริษัทได้กำหนดเป้าหมายระยะยาวในการลดปริมาณของเสียสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง ปัจจุบันโครงการมีความก้าวหน้าแล้วประมาณร้อยละ 65 ในช่วงปี 2566–2568 สำหรับความคืบหน้าที่เหลืออีกร้อยละ 35 ซึ่งจะดำเนินการในช่วงปี 2569–2572 บริษัทคาดว่าจะมีปริมาณของเสียเกิดขึ้นประมาณ 4,135 ตัน
ดังนั้น เป้าหมายการลดของเสียจึงมุ่งเน้นการลดปริมาณของเสียลงร้อยละ 4 ภายในระยะเวลา 4 ปี (ตั้งแต่ปี 2569 จนถึงปีที่โครงการแล้วเสร็จในปี 2572) เมื่อเทียบกับปริมาณของเสียที่คาดการณ์ไว้ในช่วงเวลาดังกล่าวของโครงการ
นอกจากนี้ โครงการยังมีความมุ่งมั่นในการรักษาอัตราการรีไซเคิลที่ร้อยละ 20 ในช่วงปี 2569–2572 เพื่อส่งเสริมการปรับปรุงประสิทธิภาพการคัดแยกและการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง สนับสนุนเป้าหมายความยั่งยืนในภาพรวมของบริษัท
ปริมาณของเสียจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง (ช่วงปี 2569 – ปีที่โครงการแล้วเสร็จในปี 2572)
อัตราการรีไซเคิลของเสีย (% ของของเสียทั้งหมด)
อัตราการสูญเสียวัสดุเหล็กเสริม (Rebar Loss Rate) น้อยกว่าร้อยละ 4
ผลการดำเนินงาน
ในปี 2568 โครงการบริหารจัดการของเสียสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ โดยช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านกิจกรรมหลัก 2 ประเภท ได้แก่ การรีไซเคิลและการทำปุ๋ยหมักจากขยะอินทรีย์ โดยการรีไซเคิลเพียงอย่างเดียวสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 722 ตัน (คิดเป็นร้อยละ 21.65) ขณะที่การนำขยะอินทรีย์ไปทำปุ๋ยหมักช่วยลดได้เพิ่มเติมอีก 762 ตัน
เมื่อรวมผลจากทั้งสองกิจกรรม สามารถป้องกันการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวมทั้งสิ้น 1,484 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลของโครงการในการส่งเสริมแนวปฏิบัติที่ยั่งยืนและสนับสนุนการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การจัดการคุณภาพอากาศ

ในกระบวนการก่อสร้างฝุ่นละอองรวม (Total Suspended Particulate : TSP) ที่เป็นฝุ่นที่มีขนาดใหญ่ และ ฝุ่นละอองที่มีขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) ถือเป็นมลสารทางอากาศที่สำคัญที่บริษัทต้องดำเนินการบริหารจัดการเพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม และชุมชนโดยรอบ
ช.การช่าง ได้กำหนดมาตรการควบคุมและลดปริมาณฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นจากกระบวนการก่อสร้างอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดจากกิจกรรมก่อสร้าง ดัดแปลง ซ่อมแซม และรื้อถอนอาคาร ซึ่งมักทำให้ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายในอากาศระหว่างการดำเนินงาน ส่งผลต่อคุณภาพอากาศในพื้นที่ใกล้เคียง และอาจสร้างผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานรวมถึงชุมชนรอบข้าง
มาตรการควบคุมและลดปริมาณฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นจากกระบวนการก่อสร้าง
ร่วมกับเจ้าของโครงการปฏิบัติตามข้อกำหนด กฎหมาย แนวทางและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมฝุ่นจากการก่อสร้าง เช่น พรบ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร (กทม.) และแนวทางการควบคุมฝุ่นจากการก่อสร้างของกรมควบคุมมลพิษ
การติดตั้งระบบสเปรย์น้ำ ณ โครงการก่อสร้างเพื่อลดฝุ่นละออง
ฉีดพรมน้ำบนพื้นที่ที่มีการเปิดหน้าดิน กองดิน กองทราย เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของฝุ่นละออง
ทำความสะอาดตัวรถและล้อรถให้ปราศจากเศษดิน โคลน หรือทราย ก่อนนำรถทุกชนิดออกสู่ภายนอกพื้นที่ก่อสร้าง
กำหนดความเร็วของรถในบริเวณพื้นที่ก่อสร้างเพื่อลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นละออง
กำหนดแนวทางการบริหารจัดการปัญหาเรื่องฝุ่นในงานก่อสร้าง กำหนดจุดติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ และปฏิบัติตามแผนงาน และขั้นตอนอย่างเคร่งครัดภายใต้เกณฑ์ดัชนีชี้วัดที่หน่วยงานภาครัฐกำหนด
ช.การช่าง ดำเนินการตรวจวัดและประเมินค่าฝุ่นละอองในอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยวัดค่าฝุ่นละอองรวมเฉลี่ย 24 ชั่วโมง (Total Suspended Particulate Average 24 hours) และฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (Particulate Matter less than 10 Microns Average 24 hours) ด้วยเครื่อง High Volume Air Sample รวมถึงตรวจวัดก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (Nitrogen Dioxide) และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulphur Dioxide) เพื่อให้มั่นใจว่าค่าดัชนีชี้วัดต่าง ๆ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ ช.การช่าง ได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการปัญหาเรื่องฝุ่นในงานก่อสร้าง โดยการกำหนดจุดติดตามตรวจสอบคุณภาพ อากาศในแนวพื้นที่โครงการก่อสร้าง พร้อมแสดงขอบเขตโครงการ (Boundary Line)
ช.การช่าง ได้ดำเนินกลยุทธ์ในการบริหารจัดการปัญหาฝุ่นจากกิจกรรมก่อสร้าง โดยติดตั้งจุดตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่โครงการอย่างครอบคลุม เพื่อเฝ้าระวังและควบคุมผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ พร้อมทั้งกำหนดขอบเขตพื้นที่โครงการ แผนการปฏิบัติงาน และขั้นตอนการดำเนินงานให้เป็นไปตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่ภาครัฐกำหนดอย่างเคร่งครัด
แผนงาน และขั้นตอนการดำเนินงาน ภายใต้เกณฑ์ดัชนีชี้วัดตามที่หน่วยงานภาครัฐกำหนด
เป้าหมาย
ช.การช่าง ได้กำหนดเป้าหมาย ในการลดมลพิษทางอากาศที่เกิดจากการดำเนินงานขององค์กร โดยกำหนดเป้าหมายดังต่อไปนี้
- ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของฝุ่นละอองแขวนลอยในอากาศต้องไม่เกิน 0.33 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (mg/m³)
- ระดับฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) ต้องคงไว้ต่ำกว่า 0.12 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (mg/m³)


